ISSUE99
                5 2013
ISSUE 99 MAY 2013
facebook twitter
E-Mail :
   

สำหรับคุณแม่ท้องที่สมัครสมาชิก



“กินข้าวบ้างเถอะลูก”

ถาม: ลูกสาววัย 2 ขวบครึ่งกำลังประสบปัญหาห่วงเล่นจนไม่สนใจจะกินอะไร ต้องคอยตามป้อน หรือถ้ายอมอ้าปากกิน ก็อมไว้ข้างกระพุ้งแก้ม หรือบางทีอุตส่าห์กลืนแล้ว ยังไปอาเจียนออกก็มีค่ะ ทั้งดุ ทั้งอ้อนวอน ผู้ใหญ่ในบ้านเป็นห่วงกันหมด คุณหมอพอมียุทธวิธีไหมคะ

เจอแบบนี้ แม้ดูภายนอกลูกจะยังไม่ได้เจ็บป่วยอะไร แต่ก็ไม่ต่างกับเป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หายสักที น่าเห็นใจมากค่ะ และดีใจไปพร้อมๆ กันที่คุณแม่อยากแก้ไข เพราะหลายบ้านที่มีลูกวัยนี้ เครียดกันทั้งบ้านทีเดียว แต่ก็ยังเลือกจะเครียดต่อไป

ก่อนจะเรียนรู้วิธีทำให้ลูกยอมกิน หมออยากชวนคุณแม่ทบทวนและทำความเข้าใจรูปแบบการกินอาหารของเด็กค่ะ

เรื่องแรก พ่อแม่มีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบอะไรเรื่องการกินของลูก ได้แก่ “อะไรที่ลูกจะกิน” “กินที่ไหน” และ “กินเมื่อไหร่” ลูกก็มีเรื่องต้องรับผิดชอบเช่นกัน ได้แก่ “กินมาก/น้อยเท่าไหร่” ปัญหาการกินของลูกมักเกิดจากพ่อแม่ล้ำเส้นในเรื่องปริมาณอาหารที่ลูกกิน

เรื่องที่สอง รู้สาเหตุของการกินยาก จากการประชุมเรื่อง “ปัญหาเด็กกินยาก” ที่จัดขึ้นที่มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 24 – 25 มีนาคม 2555 วิทยากรได้แบ่งสาเหตุ “เด็กกินยาก” ออกเป็น 7 ข้อ ได้แก่

1. พ่อแม่เข้าใจผิดว่าลูกเบื่ออาหาร 
2. เด็กซน ห่วงเล่น 
3. เด็กป่วยเป็นโรคทำให้เบื่ออาหาร
4. เด็กที่ถูกละเลย 
5. เด็กเลือกกิน
6. เด็กปวดท้องเวลากินอาหาร
และ 7. เด็กกลัวการกินอาหาร

ทั้งนี้ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจาก 2 ข้อแรก ซึ่งเป็นกรณีที่เด็กเจริญเติบโตปกติและไม่มีปัญหาสุขภาพ ที่ต้องรักษา วิทยากรแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ปรับทัศนคติใหม่ ให้เข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้องและรู้กติกาการกินอาหารของเด็กและวิธีที่พ่อแม่ควรทำเพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม
สุดท้าย ปรับทัศนคติและเข้าใจวิธีปฏิบัติ เพราะวิธีที่ต่อไปนี้ เป็นคำแนะนำซึ่งไม่ใช่มนต์วิเศษ หรือวิธีสำเร็จรูป ประเภท 1-2 -3 แล้วเห็นผล (และไม่มีแน่นนอน) คุณต้องปรับและหาแนวทางที่เหมาะและใช่กับลูกด้วย

หากคุณแม่ประเมินการเจริญเติบโต (น้ำหนัก ส่วนสูงและเส้นรอบศีรษะ) แล้วนำไปพล็อตในกราฟแสดงการเจริญเติบโต หากลูกอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีข้อแนะนำต่อไปนี้ค่ะ

•   องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กวัยนี้กินอาหารหลัก 3 มื้อ และอาหารว่าง 1 – 2 มื้อ (ห่างกันประมาณ 3 ชั่วโมง) โดยกินนมพร้อมอาหารว่างที่มีประโยชน์ (Healthy Snack) เช่น ขนมปังใส้ต่างๆ ซาลาเปา ขนมที่มีถั่วเป็นส่วนประกอบ หรือผลไม้ เป็นต้น และระหว่างมื้อไม่กินอะไรนอกจากน้ำเปล่า

•   ระหว่างกินไม่ควรให้เด็กทำอย่างอื่น เช่น เล่น เปิดทีวี หรือเดินไปมา

•   ไม่บังคับ ไม่ข่มขู่ ไม่บ่นว่า ไม่อ้อนวอน หรือต่อรองอะไร

•   กำหนดเวลาในการกินแต่ละมื้อไม่ควรเกิน 30 นาที (ระหว่าง 20 – 30 นาที) อาจตั้งนาฬิกา    หรือไทม์เมอร์

•   ทำอาหารให้เหมาะสมกับวัย ทั้งรสชาติและสีสันให้ดูน่ากิน และหากเป็นไปได้ ควรพาลูกไปจ่ายตลาดและทำอาหารกับคุณแม่ (เด็กมักกินอาหารที่ตนเองลงมือทำด้วยตนเอง) เช่น ช่วยตีไข่ ใส่ส่วนผสม เป็นต้น

•   ให้ลูกได้ตักข้าวกินด้วยตัวเอง และอดทนหากเขาจะทำหกเลอะเทอะบ้าง

•   ให้ลูกกินอาหารร่วมกับผู้ใหญ่ในครอบครัว เพื่อให้ผู้ใหญ่เป็นต้นแบบ  ลูกวัยนี้อาจตักข้าวกินเองได้ไม่ตลอด คุณอาจต้องช่วยป้อนอยู่ ท่าทีของผู้ใหญ่ขณะป้อนอาหารควรสงบ ไม่หงุดหงิดหรือซึมเศร้า

•   สลับสับเปลี่ยนอาหารให้มีความหลากหลาย แต่ควรมีของที่ลูกชอบกินอยู่ในจานอย่างน้อย 1 อย่าง

•   หากลูกห่วงเล่นจนไม่สนใจกิน ไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ให้ลูกกินนมแคลอรี่สูงได้ 1 มื้อ ปริมาณ 6 – 8 ออนซ์ และควรเป็นมื้อเย็นเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เขารู้สึกอิ่มไปทั้งวัน จนไม่อยากกินอะไร

กรณีที่ลูกน้ำหนักตัว หรือส่วนสูงน้อยไม่สมวัย หรือมีอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง อาเจียน  สำลักอาหาร หรือมีพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ไม่ยอมกินอาหารใหม่ๆ หรืออาหารบางชนิด (เช่น ผลไม้ เนื้อสัตว์) หรือกลัวการกินอาหารอย่างมาก แนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม เพราะลูกอาจต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมและอาจต้องเข้ารับการฝึกจากนักวิชาชีพ เช่น นักกิจกรรมบำบัด หรือนักอรรถบำบัด (เด็กบางคนต้องนวดปาก ฝึกเคี้ยว ฝึกกลืน เป็นต้น) 

 

เรื่อง : พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร



Real-Clip

YouTube
Real-Clip
TV
คุณเคยทำอาหารให้ลูกทานบ่อยแค่ไหน/สัปดาห์